ตีหนึ่ง เข้าวันที่ 12 ต.ค. 2551
posted on 12 Oct 2008 13:01 by sadmanstanding in Talk
ตีหนึ่ง เข้าวันที่ 12 ต.ค. 2551
ผมตัดสินใจเขียนไดอารี่นี้ขึ้นระหว่างที่กำลังเรียบเรียงเรื่องราวของฮักคุงเสียใหม่
เพราะว่าผมพูดไม่เก่ง และหลัง ๆ ก็ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างแท้จริงเลย มันน้อยครั้งมาก...
หลังจากรักษาโรคซึมเศร้ามาได้สักเกือบสองอาทิตย์ ประกอบกับละเว้นจากเรื่องเรียน ผมคลายความเครียดไปได้มาก ผมเริ่มกลับมาเขียนเรื่องราวของฮักคุงอีกครั้ง เขียนมันขึ้นใหม่อีกครั้ง...
ก่อนหน้านี้ผมทดลองว่าตัวเองจะเขียนนิยายรักได้มั้ย เวลาผ่านไปนานมากแล้วและผมพบว่าผมทำไม่ได้ที่จะเขียนเรื่องของความรักตามแบบสมัยนิยม เพราะว่านั้นไม่ใช่ตัวผมเลย ผมตกอยู่ในความว้าวุ่นของการที่ต้อง "ล้มเหลว" ในการทำงานมาเป็นเวลานานมาก และมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความไม่ภูมิใจในตัวเองอย่างเคย เพราะงานเป็นชีวิต
การสร้างชีวิตให้พวกเขา มันเป็นชีวิตของผม เป็นทั้งเหตุผล เป็นทั้งคุณค่า มันจะไม่เป็นแค่เรื่องแต่ง แต่มันเกิดขึ้น ทั้งเรื่องของคุโร นักรบ และฮักคุง มันเกิดขึ้น... และผมแค่เป็นคนบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา แต่ผมจะต้องทำให้ดีที่สุด
ผมรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มเพ้อ เครียดอย่างไม่มีเหตุผล หลอนกับปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ มีปัญหาในการสื่อสารกับคนอื่น และความทรงจำก็เริ่มบกพร่อง บางครั้ง...หลายครั้งที่จำจำนวนยาที่ต้องกินไม่ได้ จำไม่ได้ว่าชนิดไหนแก้อะไร จำวันที่หรือแม้แต่ปีไม่ได้ หรือจำไม่ได้ว่าเมื่อวานกินอะไรไปบ้าง และอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้ ผมจึงไม่สามารถเรียบเรียงเรื่องราวได้จึงไม่สามารถเขียนนิยายได้และผมขาดทักษะการลำดับความสำคัญในการทำสิ่งต่าง ๆ เหมือนไม่รู้ว่าอะไรควรทำก่อนหรือหลัง
พอย้อนกลับไปอ่านช่วงต้นของไดอารี่นี้ ผมก็ยังพบว่าแทนที่จะเลือกพูดเรื่องใดสักเรื่องก่อน แต่ผมกลับพูดเรื่องอาการของตัวเองปนกับเรื่องนิยายอีก... นั่นมันน่าหดหู่มาก ที่ผมไม่สามารถดึงตัวเองอยู่ในสติได้ ขาดสมาธิ...มันคงเป็นอะไรทำนองนั้น
_____________________
พูดถึงเรื่องขาดสมาธิ ผมทำงานอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีหูฟังไว้ฟังเพลง ผมเครียด หงุดหงิด ไร้สมาธิ รวมความคิดอะไรไม่ได้ มันแย่มาก ผมคิดว่ามันเกินระดับปกติไปแล้ว แต่คิดอีกแง่มันก็ยังดีที่มีอุปกรณ์บางอย่างที่ช่วยให้ผมตั้งสมาธิได้อีกครั้ง
พูดถึงนิยาย เรื่องของฮักคุงกับไฮค์เป็นเรื่องของความรัก เริ่มเขียนมันด้วยความรู้สึกที่อยากจะเขียนเรื่องรักสบาย ๆ สักเรื่อง แต่มันผิดพลาดตั้งแต่เลือกเรื่องราวของพวกเขามาเขียนแล้ว เรื่องราวของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกแบบมนุษย์ ความหวัง ความเสียสละ เรื่องของการเมือง การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ปนกับเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่หลงรักผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ผมพลาดที่ฝืนให้มันเป็นเรื่องรักหวานแหวว เพราะมันไม่เหมาะสมเลย และยังพยายามใส่สไตล์ของผมลงไป พวกเขาเริ่มพูดจาที่เข้าใจกันเองและคนอื่นไม่เข้าใจ
ผมลืมไปว่าทุกครั้งที่ผมเอาเรื่องราวของใครมาเล่า พวกเขาต่างมี "ความรัก" อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุโรที่รักมิทซึรุ รักครู รักทุกคน นักรบที่รักน้อง ๆ รักเพื่อน โลกนี้ดำเนินไปด้วยความรัก อย่างที่ชะลูดเคยบอกเอาไว้
ดังนั้นไม่เห็นมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำให้มันดูเป็น "เรื่องรัก" มากกว่าเดิม
ดังนั้นเมื่อผมตัดสินใจเขียนเรื่องของฮักคุงใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ผมจึงไม่กำหนดแนวทางว่ามันจะเป็นแนวไหน เพราะทุกครั้งที่ผมทำแบบนั้นมันจะล้มเหลว เหตุผลอาจเป็นเพราะ...ชีวิตของพวกเขา และชีวิตของเราไม่ได้เป็นแนวทางเดียว เราไม่บู๊อยู่ตลอดเวลา หรือดราม่า หรือตลกตลอดเวลา พวกเขาเองก็เช่นกัน
ผมดีใจทุกครั้งที่มีคนวิจารณ์นิยายของผม แล้วอาจจะตำหนิแนวเรื่อง หรือภาษาบ้าง มันเป็นความอ่อนด้อยของผมเอง แต่คนมักจะชมเรื่องที่ตัวละครในนิยายของผมมีชีวิต นั่นเป็นความภูมิใจของผม... แม้ว่าเรื่องราวของพวกเขาจะมีอะไรไม่น่าเชื่อสักแค่ไหน พิลึกขนาดไหน แต่พวกเขามีชีวิตอยู่แน่นอน นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผม...
_____________________
พูดถึงโรงเรียนพิศวง ผมตัดสินใจเขียนภาคสี่มานานแล้ว แต่กลับทำไม่สำเร็จ ปัญหามันอยู่ที่ว่า...ผมไม่สามารถสื่อสารกับคุโรได้เหมือนเมื่อก่อน และผมพยายามฝืนที่จะทำ ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้างหลังจากนั้น แต่กลับเล่ามันออกไปไม่ได้
ผมไม่รู้ว่ามันเป็นความลับ หรือเพราะคุโรโกรธผมเรื่องที่ผมไปใส่ใจกับคนอื่นในเรื่องมากกว่าโดยการปรับให้คนอื่นเป็นตัวเอก แต่เมื่อผมกลับมาให้เขาเป็นตัวเอกอีกครั้ง คราวนี้คุโรไม่ยอมรับผมแล้ว ผมไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน เพราะว่าผมได้รู้เรื่องของพวกเขาแล้วก็อยากจะเล่า แต่เขากลับไม่ยอมให้เล่า
คนอ่านก็โกรธผมที่ผมเคยสัญญาว่าทำภาคสี่แต่ก็ไม่ทำออกมาให้จบเสียที มันแย่สุด ๆ เลย แต่มาถึงตอนนี้ผมก็ยังหาทางออกไม่เจอ เพราะผมต้องเลือกระหว่าง "เขียนมันออกมาให้ได้" กับ "ยกเลิกความคิดนี้ซะ"
ทุกครั้งที่ผมอยากจะเล่าเรื่องสาเหตุที่ผมเขียนมันไม่ได้ ผมกลัวอย่างยิ่งที่คนอ่านจะคิดว่ามันเป็น "ข้ออ้าง" จากใจจริงผมอยากเขียนมันให้สำเร็จมากเลย ทำไมผมต้องเอาอะไรมาอ้างด้วยในเมื่อผมชอบทำงานที่สุด ชอบมากกว่ากินข้าว ชอบมากกว่านอนหลับ ชอบมากกว่าการอ่านการ์ตูนอีก ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ผมต้องอ้างว่าเขียนไม่ได้เพราะอย่างงั้นอย่างงี้ ถ้าสามารถทำให้มันสำเร็จได้ผมก็อยากจะทำจริง ๆ
โรงเรียนพิศวงเป็นผลงานที่ทั้งพร่ำเพ้อและจริงใจ และผมดีใจที่มีคนบอกว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนด้วย ถ้าผมเขียนมันเพิ่มแล้วมันเฟค...มันไม่จริง ถ้าเขียนเล่าเรื่องในสิ่งที่คุโรไม่ยอมรับ ผมคงต้องไปตายซะเพื่อชดใช้ คุโรเป็น "คนแรก" ที่ติดต่อกับผมและทำให้ผมได้ติดต่อกับคนอื่น ๆ ผมไม่อยากทำให้เขาโกรธอีก...ผมคิดถึงเขา
สักวันผมคงตัดสินใจเรื่องนี้ได้ หรือไม่คุโรก็คงตัดสินใจได้ หรือว่าเขาตัดสินใจไปแล้วกันแน่นะ
_____________________
ศิลปฆาตกรรมเป็นเรื่องที่เขียนแล้วผมรู้สึกว่าจบลงโดยที่ไม่มีอะไรติดค้างใจ มันอาจจะอ่านยาก อาจจะน่าเบื่อสำหรับคนอื่นบ้าง และเป็นเรื่องที่ทำให้ผมเครียดในช่วงแรกที่ผมพยายาม "บีบ" ให้มันเป็นแนวสืบสวน แต่พอเขียนไปสักพัก ผมเริ่มรู้จักทุกคนมากขึ้น และพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่แค่ "สืบสวน"
แต่พวกเขากำลังดำรงชีวิต
คนที่ติดต่อกับผมน่าจะเป็นนักรบกับชะลูด นักรบได้ชื่อมาจากอาจารย์ ส่วนชะลูดมาจากไหนก็ไม่รู้ น่าแปลกที่คนพิเศษที่สุดของผมกลับเป็น "พรเทพ" ผมรู้ว่าหลังจากนั้นนักรบและทุกคนเป็นอย่างไร มีแต่พรเทพเท่านั้นที่พิลึก
อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนแปลกแต่ก็เป็นคนธรรมดาด้วย และเขาเป็นคนเดียวในเรื่องที่ความเป็นเหตุเป็นผลของเขาไม่ได้รับการคลี่คลาย แต่เพราะเขาเป็นตัวละครประกอบเลยไม่มีผลกับเรื่องเท่าไร แต่พักหลังเรื่องราวของเขากลับเริ่มชัดเจนในสมองของผมมากขึ้น
ผมตื่นเต้น...แต่ผมยังหาจุดเหมาะสมในการเล่าเรื่องของเขาไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะได้เล่าออกไปมั้ย แต่ถ้าเขายินดีผมก็ยินดีเหมือนกัน เพราะว่าผมชอบเขามากเลยล่ะ
_____________________
เรื่องของฮักคุง อย่างที่บอกว่าผมเดินทางผิดและกำลังพยายามแก้ไขมันให้ไปตามแนวทางของมัน ที่ตลกคือผมเกร็งกับการเอาชาวดาวอังคารเป็นพระเอก ผมรู้ว่าเขาน่ารักมาก ๆ เลย ทั้งฮักคุงและไฮค์ แต่ผมกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเขาไม่เห็นน่ารักตรงไหน
คล้าย ๆ กับที่ผมชอบแอรอน แอรอนไม่ได้หล่อในสายตาคนอื่นมากมาย หรือคิลเลี่ยนก็ไม่ได้สวยในสายตาคนอื่นมากมาย ผมก็เลยเกร็งทุกคนที่จะเอารูปของเขามาลง เพราะว่าผมรักพวกเขาก็เลยอยากให้เขาดูดีในสายตาคนอื่นด้วย
เหตุผลเดียวกันนั้นผมก็เลยพยายามเขียนถึงความน่ารักของฮักคุงไว้มากมาย แต่มันไม่จำเป็นเลย มันไร้สาระจริง ๆ เขาน่ารักอยู่แล้ว การที่ผมไปทำให้มันดู "มาก" มันคือการเฟค และมันจะไม่เป็นไปในทางที่มันควรเป็น
ผมเชื่อว่าผมรู้จักพวกเขามากขึ้นแล้ว รวมทั้งแซนด์ด้วย หลังจากนี้อีกไม่นานผมคงสามารถรวบรวมเรื่องของพวกเขาได้สำเร็จ
_____________________
ช่วงนี้เราบ้าดารามาได้พักใหญ่แล้ว
เกี่ยวกับแอรอน ยิ่งได้รู้จักเขายิ่งน่ารัก เขาเป็นคนธรรมดาที่พยายามจะเท่ (/หัวเราะ) แม้เขาจะไม่ได้ให้แรงบันดาลใจอะไรมากมายแต่เขาก็ทำให้ชีวิตของเรามีชีวิตชีวานะ
ส่วนคิลเลี่ยน เขากลายเป็นหนึ่งในสุดยอดแรงบันดาลใจของเราไปแล้ว ทั้งการแสดง ทั้งร่างกายของเขา แค่เขาเคลื่อนไหวมันก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเราแล้ว พระเจ้าสร้างเขามาจริง ๆ คนอื่นอาจจะไม่รู้สึกขนาดนั้นแต่สำหรับเรามันเป็นแบบนั้นเลยล่ะ
ดังนั้นเราจึงรู้สึกกับแอรอนและรู้สึกกับคิลเลี่ยนแตกต่างกัน กับแอรอนเราชอบมาก เป็นการหลงดาราของจริงเลยล่ะ แล้วเราก็หวังให้แอรอนมีความสุขด้วย มันเป็นความรักน่ะ.... เราอยากเห็นเขาแต่งงานมีครอบครัว มีงานแสดงเรื่อย ๆ เพราะว่าเขารักการแสดงมาก เหมือนที่เรารักอากอน เราก็เลยอยากให้อากอนมีความสุขเหมือนกัน...
ส่วนกับคิลเลี่ยนเป็นความหลงใหลมากกว่า เขามีสีสันในตัวเยอะมาก เป็นสุดยอดสิ่งมีชีวิตเลยล่ะ
เราเป็นมนุษย์ที่หลงใหลความเป็นมนุษย์มากเลย สิ่งเดียวที่เราสนใจคือร่างกายแล้วก็ความรู้สึกของมนุษย์ คิลเลี่ยนยอดเยี่ยมทั้งสองอย่าง ร่างกายและการเคลื่อนไหวของเขาทำให้เรารู้สึกถึงชีวิต น้ำเสียงของเขาเป็นเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยสี ใบหน้าของเขาเองก็เหมือนกัน "ความรู้สึก" ที่เขาส่งออกมาทำให้เราเหมือนโดนอัดจนหายใจไม่ออก เขาเป็นงานศิลปะจริง ๆ
เขาดูคล้าย "โมนาลิซ่า" แต่พลังของเขากลับมากกว่า "ปิเอตา" เสียอีก หนังทุกเรื่องของเขาเราดูซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ เพราะสีของเขาทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อเลย บางครั้งมันเป็นสีที่สวยมาก บางครั้งมีสีที่รุนแรงดุดันมากจนแทบทนดูไม่ได้
อยากเจอตัวจริงสักครั้ง
อาจจะช็อกตายไปเลยก็ได้
_____________________
ท้ายที่สุดผมตัดสินใจไม่เขียนกำหนดตอนจบของเรื่องของฮักคุง เพราะกลัวว่ามันจะทำให้การทำงานของผมน่าเบื่อ
ผมไม่รู้จะจบไดอารี่ยังไง...
ผมสนุกกับการทำงานมาก
เรื่องอาการ...ก็อยากจะหายเร็ว ๆ จะได้ทำงานได้เต็มที่อีกครั้ง










